คิดบวก ชีวิตบวก
คิดบวก ชีวิตบวก Positive Thinking, Positive Life ; ว. วชิรเมธี
เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)
เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต
เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง
เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง
เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด
เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบที่ว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด&
เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส
เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต
เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
บล็อคเกอร์นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเผยแพร่บทความทางธรรมที่มีผู้เขียนขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและให้กำลังใจสำหรับผู้ที่กำลังท้อถอยในชีวิต
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ไม่มีอะไรเป็น "ของฉัน"
ไม่มีอะไรเป็น "ของฉัน" มันก็ไม่ทุกข์
อากาศตอนนี้ญาติโยมก็บ่นว่าร้อนๆ ไปตามๆกัน
ซึ่งความจริงมันก็ร้อนนั่นแหละ เหงื่อไหลไคลย้อยตลอดวัน
แต่ว่าความร้อนนี่มันก็ไม่เที่ยง
คือ ไม่เท่าใดก็หมดร้อน แล้วก็ถึงหน้าฝนต่อไป
เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติของดินฟ้าอากาศ
เราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เราก็ต้องทนอยู่กันไปตามเรื่องตามราวจนกว่าจะหมดเรื่องนั้นไป
การที่จะ อยู่ได้ตามปกตินั้น
จะต้องหมุนจิตใจของเราให้เข้ากับสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่
คือให้พอใจแค่นั้นเอง
ถ้าพอใจแล้วมันก็ไม่มีอะไร
ถ้าไม่พอ ใจแล้วก็เกิดความเดือดร้อน
เคยพบพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้อง เหงื่อท่วมตัว
อาตมาก็ไปถามว่าไม่ร้อนหรือ
ท่านก็บอกว่ามันเรื่องธรรมดา ท่านตอบว่าอย่างนั้น
แล้วท่านนั่งทำงานไปตามปกติ
ไม่รู้สึกว่ากระวนกระวาย จิตใจมันเป็นปกติ
เหงื่อมันออกมาเป็น เรื่องของร่างกาย
แต่ว่าใจนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นั่งทำงานได้ปกติตลอดเวลา
อันนี้แสดงว่าท่านผู้นั้นรู้จักหมุนจิตใจต้อนรับสถานการณ์นั้น
แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น
คนเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราควรจะอยู่ให้เบาใจสบายใจ
อย่าอยู่ให้มีความทุกข์ความหนักใจ
เพราะเมื่อมีความหนักใจขึ้นเมื่อใดแล้ว
เราก็ไม่สบายทั้งกายทั้งใจ
ถ้าเราไม่มีความหนักใจ
แม้ว่าร่างกายเราจะหนักเพราะการเปลี่ยนแปลง
แต่ตัวเราก็ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเพราะเรื่องอย่างนั้น
อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ
คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเทวทัตทุ่มหินลงมา
แต่ว่าหินนั้นไม่ถูกพระองค์ เพราะไปชนต้นไม้
สะเก็ดนิดหนึ่งมากระทบถูกพระชงฆ์
คือ หน้าแข้งของพระพุทธเจ้า เลือดไหลซิบๆ ออกมา
หมอโกมารภัจจ์ก็ทำยาไปปะแผลให้ยาที่ปะนั้นเป็นยาร้อน
ก็คล้ายๆ กับทิงเจอร์ที่เราใช้กัน
แต่ว่าใช้ใบไม้ประเภทหนึ่ง เอามาพอกไว้
แล้วหมอก็กลับบ้าน หมอก็นอนไม่หลับตลอดคืน มีความเป็นห่วง
เพราะนึกในใจว่า ยาที่พอกนั้นเป็นยาที่ร้อน
พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ได้บรรทม
เพราะความร้อนของยาที่ผิวหนัง
ตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วก็ถามไปด้วยอาการร้อนรนกระวนกระวายใจว่า
“เมื่อคืนนี้พระองค์บรรทมหลับเป็นปกติหรือเปล่า”
พระผู้มีพระภาคกลับตอบว่า
“เราบรรทมหลับเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หมอก็บอกว่า “ข้าพระองค์นอนไม่หลับเมื่อคืนนี้
เพราะมีความกังวลที่ยาปะแผลของพระองค์ว่ามันร้อน”
พระผู้มีพระภาคกลับตรัสตอบแก่หมอนั้นว่า
“ความร้อนทั้งหลายเราได้ดับมันหมดแล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้
เวลานี้ความร้อนเหล่านั้นไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเป็นห่วง
ไม่ต้องมีความทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับความร้อนต่อไป”
อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงด้านความสงบเย็นของจิตใจ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระองค์ไม่มีความร้อน มีแต่ความสงบเย็น
ความร้อนนั้นได้ดับไปตั้งแต่
วันตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ใต้ต้นโพธิ์แล้ว
ต่อจากนั้นก็ไม่มีความร้อนอะไร
จะนั่งอยู่ในที่ร้อนก็ไม่ร้อน จะนั่งอยู่ในที่เย็นก็ไม่เย็น
จะอยู่ในที่ใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน
อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่จะเกิดมีเฉพาะบุคคล
ที่มีจิตหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง
หรือพ้นแล้วจากการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวเรื่องตน
ที่เราเรียกในภาษาธรรมะว่า “อัตตวาทุปาทาน”
คือ การยึดมั่นถือ มั่นในตัวฉันในของของฉัน
ถ้ายังมีความยึดมั่นอยู่ตราบใด
ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ความร้อนก็ยังมีอยู่
อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันก็มีอยู่กับผู้นั้น
แต่ว่าถ้าถอนความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อใด
สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มี
มันมีของมันอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น
เช่น ว่าความร้อนทางกายก็มีอยู่ เจ็บปวดมันก็มีอยู่
แต่ว่าจิตไม่ปวดในเรื่องนั้น ไม่ได้เจ็บไปกับเรื่องนั้น
ดูอาการมันเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจ
อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ...
แต่ว่าจิตของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่มีเหมือนเรา
จิตท่านแตกต่างจากเรา
เพราะท่านปฏิเสธหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของท่าน
อะไรๆ มันเกิดขึ้นท่านก็เฉยๆ คล้ายๆกับเรื่องอย่างนี้
เหมือนกับว่ามีอะไรของใครเขาหาย
เราไม่ได้เป็นทุกข์กับเขา
เช่นว่า คนหนึ่งเขามีของหายไป เรารู้เราก็เฉยๆ
ที่เฉยๆ ก็เพราะว่าของนั้นมันมิใช่ของเรา
บ้านคนอื่นถูกไฟไหม้อยู่ห่างไกลจากบ้านเรา
เราก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนใจ
ที่ไม่ได้เป็นทุกข์ก็เพราะว่า
เราไม่ได้นึกว่าเป็นบ้านของเราอยู่นั่นเอง
แต่ถ้าว่าบ้านของเราถูกไฟไหม้
เราก็ร้อนอกร้อนใจมีความทุกข์ความเดือดร้อน
ความทุกข์ความเดือดร้อนตัวนี้เกิดขึ้น
เพราะจิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นบ้านของฉัน
เงินทองของฉัน อะไรๆ ของฉัน
พอเอาคำว่า “ของฉัน” เข้าไปใส่ไว้ไม่ว่าในเรื่องอะไร
ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นทันที เพราะเรื่องเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น
อันนี้แหละเป็นเรื่องที่มีอยู่
ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนที่เราพอมองเห็นได้
คือมองเห็นได้ว่า ถ้าเมื่อใดใจเราปล่อยวางเสียได้
เราก็สบายใจ แต่เมื่อใดเรา เข้าไปยึดถือมันไว้
เราก็มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ
อันนี้สังเกตได้ง่าย ขอให้เราสังเกตคือการศึกษาธรรมะน่ะ
เรารู้หลักทางหนังสือแล้วต่อไป
ก็ต้องเอามาค้นคว้าจากพฤติการณ์ของเราเอง
จากความคิด จากการกระทำของเรา
แล้วคอยสังเกตว่า เวลาที่เกิดทุกข์นี่มันทุกข์เพราะอะไร
เวลาทุกข์ที่หายไป มันหายไปเพราะอะไร
เพื่อจะค้นหาสมุฏฐานของความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา
ถ้าหากเราสังเกตจะพบว่า
สิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์นั้น ก็คือการยึดมั่นถือนั่นเอง
เราจึงเรียกว่า “อุปาทาน” ตามภาษาธรรมะ
พอมีอุปาทานขึ้นมาเมื่อใด ใจมันก็ไปติดอยู่กับสิ่งนั้น
ไปยึดอยู่กับสิ่งนั้น พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป
ไม่เหมือนใจไม่สมใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมาทันที
อันนี้เป็นเครื่องชี้อยู่ในตัวแล้วว่า
เราเป็นทุกข์เพราะ มีความยึดมั่นถือมั่น
ถ้าจะไม่ให้เกิดทุกข์ก็ต้องผ่อนคลาย
ความยึดมั่นถือมั่นออกไปจากใจของเราเสียบ้าง
ที่มา...ASTV ผู้จัดการออนไลน์
เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรม วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐)
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 113 เมษายน 2553
โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)
ไม่มีอะไรเป็น "ของฉัน" มันก็ไม่ทุกข์
อากาศตอนนี้ญาติโยมก็บ่นว่าร้อนๆ ไปตามๆกัน
ซึ่งความจริงมันก็ร้อนนั่นแหละ เหงื่อไหลไคลย้อยตลอดวัน
แต่ว่าความร้อนนี่มันก็ไม่เที่ยง
คือ ไม่เท่าใดก็หมดร้อน แล้วก็ถึงหน้าฝนต่อไป
เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติของดินฟ้าอากาศ
เราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เราก็ต้องทนอยู่กันไปตามเรื่องตามราวจนกว่าจะหมดเรื่องนั้นไป
การที่จะ อยู่ได้ตามปกตินั้น
จะต้องหมุนจิตใจของเราให้เข้ากับสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่
คือให้พอใจแค่นั้นเอง
ถ้าพอใจแล้วมันก็ไม่มีอะไร
ถ้าไม่พอ ใจแล้วก็เกิดความเดือดร้อน
เคยพบพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้อง เหงื่อท่วมตัว
อาตมาก็ไปถามว่าไม่ร้อนหรือ
ท่านก็บอกว่ามันเรื่องธรรมดา ท่านตอบว่าอย่างนั้น
แล้วท่านนั่งทำงานไปตามปกติ
ไม่รู้สึกว่ากระวนกระวาย จิตใจมันเป็นปกติ
เหงื่อมันออกมาเป็น เรื่องของร่างกาย
แต่ว่าใจนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นั่งทำงานได้ปกติตลอดเวลา
อันนี้แสดงว่าท่านผู้นั้นรู้จักหมุนจิตใจต้อนรับสถานการณ์นั้น
แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น
คนเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราควรจะอยู่ให้เบาใจสบายใจ
อย่าอยู่ให้มีความทุกข์ความหนักใจ
เพราะเมื่อมีความหนักใจขึ้นเมื่อใดแล้ว
เราก็ไม่สบายทั้งกายทั้งใจ
ถ้าเราไม่มีความหนักใจ
แม้ว่าร่างกายเราจะหนักเพราะการเปลี่ยนแปลง
แต่ตัวเราก็ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเพราะเรื่องอย่างนั้น
อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ
คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเทวทัตทุ่มหินลงมา
แต่ว่าหินนั้นไม่ถูกพระองค์ เพราะไปชนต้นไม้
สะเก็ดนิดหนึ่งมากระทบถูกพระชงฆ์
คือ หน้าแข้งของพระพุทธเจ้า เลือดไหลซิบๆ ออกมา
หมอโกมารภัจจ์ก็ทำยาไปปะแผลให้ยาที่ปะนั้นเป็นยาร้อน
ก็คล้ายๆ กับทิงเจอร์ที่เราใช้กัน
แต่ว่าใช้ใบไม้ประเภทหนึ่ง เอามาพอกไว้
แล้วหมอก็กลับบ้าน หมอก็นอนไม่หลับตลอดคืน มีความเป็นห่วง
เพราะนึกในใจว่า ยาที่พอกนั้นเป็นยาที่ร้อน
พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ได้บรรทม
เพราะความร้อนของยาที่ผิวหนัง
ตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วก็ถามไปด้วยอาการร้อนรนกระวนกระวายใจว่า
“เมื่อคืนนี้พระองค์บรรทมหลับเป็นปกติหรือเปล่า”
พระผู้มีพระภาคกลับตอบว่า
“เราบรรทมหลับเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หมอก็บอกว่า “ข้าพระองค์นอนไม่หลับเมื่อคืนนี้
เพราะมีความกังวลที่ยาปะแผลของพระองค์ว่ามันร้อน”
พระผู้มีพระภาคกลับตรัสตอบแก่หมอนั้นว่า
“ความร้อนทั้งหลายเราได้ดับมันหมดแล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้
เวลานี้ความร้อนเหล่านั้นไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเป็นห่วง
ไม่ต้องมีความทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับความร้อนต่อไป”
อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงด้านความสงบเย็นของจิตใจ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระองค์ไม่มีความร้อน มีแต่ความสงบเย็น
ความร้อนนั้นได้ดับไปตั้งแต่
วันตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ใต้ต้นโพธิ์แล้ว
ต่อจากนั้นก็ไม่มีความร้อนอะไร
จะนั่งอยู่ในที่ร้อนก็ไม่ร้อน จะนั่งอยู่ในที่เย็นก็ไม่เย็น
จะอยู่ในที่ใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน
อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่จะเกิดมีเฉพาะบุคคล
ที่มีจิตหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง
หรือพ้นแล้วจากการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวเรื่องตน
ที่เราเรียกในภาษาธรรมะว่า “อัตตวาทุปาทาน”
คือ การยึดมั่นถือ มั่นในตัวฉันในของของฉัน
ถ้ายังมีความยึดมั่นอยู่ตราบใด
ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ความร้อนก็ยังมีอยู่
อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันก็มีอยู่กับผู้นั้น
แต่ว่าถ้าถอนความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อใด
สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มี
มันมีของมันอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น
เช่น ว่าความร้อนทางกายก็มีอยู่ เจ็บปวดมันก็มีอยู่
แต่ว่าจิตไม่ปวดในเรื่องนั้น ไม่ได้เจ็บไปกับเรื่องนั้น
ดูอาการมันเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจ
อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ...
แต่ว่าจิตของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่มีเหมือนเรา
จิตท่านแตกต่างจากเรา
เพราะท่านปฏิเสธหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของท่าน
อะไรๆ มันเกิดขึ้นท่านก็เฉยๆ คล้ายๆกับเรื่องอย่างนี้
เหมือนกับว่ามีอะไรของใครเขาหาย
เราไม่ได้เป็นทุกข์กับเขา
เช่นว่า คนหนึ่งเขามีของหายไป เรารู้เราก็เฉยๆ
ที่เฉยๆ ก็เพราะว่าของนั้นมันมิใช่ของเรา
บ้านคนอื่นถูกไฟไหม้อยู่ห่างไกลจากบ้านเรา
เราก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนใจ
ที่ไม่ได้เป็นทุกข์ก็เพราะว่า
เราไม่ได้นึกว่าเป็นบ้านของเราอยู่นั่นเอง
แต่ถ้าว่าบ้านของเราถูกไฟไหม้
เราก็ร้อนอกร้อนใจมีความทุกข์ความเดือดร้อน
ความทุกข์ความเดือดร้อนตัวนี้เกิดขึ้น
เพราะจิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นบ้านของฉัน
เงินทองของฉัน อะไรๆ ของฉัน
พอเอาคำว่า “ของฉัน” เข้าไปใส่ไว้ไม่ว่าในเรื่องอะไร
ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นทันที เพราะเรื่องเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น
อันนี้แหละเป็นเรื่องที่มีอยู่
ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนที่เราพอมองเห็นได้
คือมองเห็นได้ว่า ถ้าเมื่อใดใจเราปล่อยวางเสียได้
เราก็สบายใจ แต่เมื่อใดเรา เข้าไปยึดถือมันไว้
เราก็มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ
อันนี้สังเกตได้ง่าย ขอให้เราสังเกตคือการศึกษาธรรมะน่ะ
เรารู้หลักทางหนังสือแล้วต่อไป
ก็ต้องเอามาค้นคว้าจากพฤติการณ์ของเราเอง
จากความคิด จากการกระทำของเรา
แล้วคอยสังเกตว่า เวลาที่เกิดทุกข์นี่มันทุกข์เพราะอะไร
เวลาทุกข์ที่หายไป มันหายไปเพราะอะไร
เพื่อจะค้นหาสมุฏฐานของความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา
ถ้าหากเราสังเกตจะพบว่า
สิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์นั้น ก็คือการยึดมั่นถือนั่นเอง
เราจึงเรียกว่า “อุปาทาน” ตามภาษาธรรมะ
พอมีอุปาทานขึ้นมาเมื่อใด ใจมันก็ไปติดอยู่กับสิ่งนั้น
ไปยึดอยู่กับสิ่งนั้น พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป
ไม่เหมือนใจไม่สมใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมาทันที
อันนี้เป็นเครื่องชี้อยู่ในตัวแล้วว่า
เราเป็นทุกข์เพราะ มีความยึดมั่นถือมั่น
ถ้าจะไม่ให้เกิดทุกข์ก็ต้องผ่อนคลาย
ความยึดมั่นถือมั่นออกไปจากใจของเราเสียบ้าง
ที่มา...ASTV ผู้จัดการออนไลน์
เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรม วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐)
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 113 เมษายน 2553
โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)
จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต
ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต
ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด
ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต
ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ
ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข......
เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง
ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ.....
ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
ความสุขเหมือนฝนพรำสาย
อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข.......
เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ
เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ
และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์
ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง
ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง
รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว
ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า
ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า
โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า...
จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต.
.
.
ในบางมุมของชีวิต บางจังหวะของการก้าวเดิน
อาจจะเจออุปสรรคขวางกั้น แต่เธอต้องก้าวฝ่าไป
ก้าวผ่านขวากหนามที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต
เพราะชีวิตไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ
ทุกคนมีอุปสรรคที่ต้องพบเจอ
อุปสรรคมีไว้ทดสอบความสามารถในการดำรงชีวิต
อุปสรรคเป็นตัววัดความพยายามของแต่ละคน
คงไม่ใช่เรื่องยากใช่ไหม หากเธอจะก้าวเดินต่อไป
ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้เธอ ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ
เธอจงฟันฝ่าต่อไป และขอให้เธอพบเจอกับชัยชนะ
ยินดีกับความสำเร็จในวันข้างหน้า
ยิ้ม.หัวเราะ....เมื่อเธอเหนื่อยล้า
หยุดพักบ้าง......หากเธอกำลังก้าวต่อ
แล้ววันหนึ่ง.........
เธออาจเป็นได้ดั่งใจหวัง
ทุกคนจะรายล้อม ...ยินดีในความสำเร็จของเธอ
เพราะนั่นคือวันของเธอ
ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จในชีวิต
อย่าซ้ำเติมตัวเอง ให้รู้สึกท้อแท้
และไม่อยากจะเริ่มต้นทำสิ่งใดต่อไป
ทุกคนล้มได้ แต่อย่าท้อรีบลุกขึ้นมา
.บางทีเราก็อยากที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆที่เป็นไปในโลกใบนี้
แต่บางทีเราไม่อาจรับรู้สิ่งต่างๆได้เท่ากับคนอื่น
ความสามารถในการที่จะต่อสู้กับปัญหาอาจน้อยกว่าคนอื่น
จนทำให้เราไม่รู้วิธีที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่บนโลกนี้ได้นั้นคือความหวังก้าวข้ามด้วยความรัก
"ความรัก ความหวังและกำลังใจ Come Together"
~ ทุนของชีวิตคือจิตไม่ขุ่นมัว ~
ในบางมุมของชีวิต บางจังหวะของการก้าวเดิน
อาจจะเจออุปสรรคขวางกั้น แต่เธอต้องก้าวฝ่าไป
ก้าวผ่านขวากหนามที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต
เพราะชีวิตไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ
ทุกคนมีอุปสรรคที่ต้องพบเจอ
อุปสรรคมีไว้ทดสอบความสามารถในการดำรงชีวิต
อุปสรรคเป็นตัววัดความพยายามของแต่ละคน
คงไม่ใช่เรื่องยากใช่ไหม หากเธอจะก้าวเดินต่อไป
ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้เธอ ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ
เธอจงฟันฝ่าต่อไป และขอให้เธอพบเจอกับชัยชนะ
ยินดีกับความสำเร็จในวันข้างหน้า
ยิ้ม.หัวเราะ....เมื่อเธอเหนื่อยล้า
หยุดพักบ้าง......หากเธอกำลังก้าวต่อ
แล้ววันหนึ่ง.........
เธออาจเป็นได้ดั่งใจหวัง
ทุกคนจะรายล้อม ...ยินดีในความสำเร็จของเธอ
เพราะนั่นคือวันของเธอ
ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จในชีวิต
อย่าซ้ำเติมตัวเอง ให้รู้สึกท้อแท้
และไม่อยากจะเริ่มต้นทำสิ่งใดต่อไป
ทุกคนล้มได้ แต่อย่าท้อรีบลุกขึ้นมา
.บางทีเราก็อยากที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆที่เป็นไปในโลกใบนี้
แต่บางทีเราไม่อาจรับรู้สิ่งต่างๆได้เท่ากับคนอื่น
ความสามารถในการที่จะต่อสู้กับปัญหาอาจน้อยกว่าคนอื่น
จนทำให้เราไม่รู้วิธีที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่บนโลกนี้ได้นั้นคือความหวังก้าวข้ามด้วยความรัก
"ความรัก ความหวังและกำลังใจ Come Together"
~ ทุนของชีวิตคือจิตไม่ขุ่นมัว ~
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ความสุขที่ถูกมองข้าม
คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล ่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว ่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?
คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด
แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่
แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน
ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าส ิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื ้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน
พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่ม ีอยู่เดิม
บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา
จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแ ต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา
ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?
เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี
ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน
นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา
การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ
บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น
แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : http://www.dhammajak.net/book-paisan/13.html
7 มหัศจรรย์แห่งชีวิต และ 7 หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ใครที่กำลังเป็นทุกข์ ทั้งทางกายและทางใจ และกำลังมองหาหนทางในการก้าวไปสู่การดับความทรมานใจนั้นๆ ลองปรับทัศนะของชีวิต ด้วยแนวคิดเชิงบวก ข้อคิดดีๆ จาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธีว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ให้ข้อคิดในหลักธรรมแห่งการดำเนินชีวิต ในหนังสือชุด “มหัศจรรย์แห่งชีวิต” ประกอบด้วย ซีดี และหนังสือรวบรวมแนวคิด ซึ่งผู้ฟังและผู้อ่านสามารถนำข้อคิดที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อบรรเทาความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ในสถานการณ์ปัจจุบัน กับภาวะเครียดที่รุมเร้าคนไทย ทั้งวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ
สำหรับ 7 หลักคิดในเชิงบวก ที่สามารถหยิบมาเป็นยาชูกำลังใจในยามท้อแท้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยใน 7 หลักคิด มีข้อคิดดีๆ อีก 7 ข้อ เป็นพลังมหัศจรรย์ของ 7x7 ได้แก่
1. ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข แน่นอนว่าเมื่อเรามีความคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด ดังที่ท่านว่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า “โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดี ชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่ความวุ่นวายและทุกข์ระทม”
2. ปัญญาดีย่อมมีความสุข คนมีปัญญาย่อมใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นทุกข์ ดังนั้น สำหรับคนมีปัญญา วิกฤตอยู่ไหน ปัญญาอยู่นั่น ส่วนคนด้อยปัญญา โอกาสอยู่ไหน วิกฤตอยู่นั่น จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอุปสรรคเป็นอุปกรณ์
3. ชีวิตของคนดีคือชีวิตที่มีความสุข ดังท่านว่า ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่มนุษย์หอมได้ทุกคน หากเขาเป็นคนดี กลิ่นดอกไม้แม้หอมขนาดไหน ก็หอมได้แต่ตามลมเท่านั้น ส่วนกลิ่นความดีของคนดีนั้น หอมหวนทวนลม ฟุ้งกระจายไปในทิศทั้งสี่ ดอกไม้ผลิบานแล้วไม่นานก็ร่วงโรย แต่ความดีของคนนั้น สถิตเป็นนิรันดร์เหนือกาลเวลา
4. ปฏิสัมพันธ์ดีก็มีความสุข ซึ่งเป็นการเลือกคบมิตร โลกนี้มีมิตรอยู่ 3 ประเภทคือ 1. ปาปมิตร เพื่อนชั่ว จงอย่าคบ 2. กัลยาณมิตร เพื่อนดี จงคบ 3. พันธมิตร เพื่อนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ จงระวัง
5. ทำงานดีก็มีความสุข ท่านว่าไว้ คนจำนวนมากเป็นทุกข์ขณะทำงาน แต่เบิกบานเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ โดยหารู้ไม่ว่า ในหนึ่งสัปดาห์มีเสาร์-อาทิตย์แค่สองวัน จงเป็นสุขขณะทำงาน จงเบิกบานขณะหายใจ
6. มองโลกในแง่ดี ชีวิตมีความสุข ดังผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด ใครทำความเข้าใจคำกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คนนั้นจะไม่ทุกข์ และเขาจะไม่หวั่นไหว ในความผันแปรของชีวิต สิ่งใดเกิดขึ้นมาเขาจะอุทานอยู่เสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”
7. ครอบครัวดีทวีความสุข ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของชีวิต บุตรธิดาคืออนุสาวรีย์ของพ่อแม่ หากลูกเป็นคนดี อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็งดงาม หากลูกเลวทราม อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็อัปลักษณ์
ผู้ที่สนใจอยากจะมอบสิ่งดีๆ ให้เป็นของขวัญแก่กันในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ สามารถหาซื้อ ชุดมหัศจรรย์แห่งชีวิต ได้ในราคาเพียง 59 บาท ที่ร้านบุ๊คสไมล์และ 7-eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ
นอกจากจะได้บุญต่อที่ 1 ด้วยการมอบคมความคิดสร้างปัญญาแล้ว ยังได้บุญต่อที่ 2 เพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนสถาบันวิมุตตยาลัย โครงการ “วัดป่าชานเมือง” วัดป่าสำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้ได้มีโอกาสพักผ่อนกายและใจ
ที่มา : http://www.dhammajak.net/book-vachiramethi/7-7.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





